Support
go24life
ภูวเนตุ 081-3541158, จินตนา 084-0004286,LINE ID 233020
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ

ภูมิแพ้

วันที่: 04-06-2012

 

ภูมิแพ้
ภูมิแพ้ (allergy, atopy)
 
   โรคภูมิแพ้ คือโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองที่มีปฏิกิริยาภูมิไวเกินกว่าปกติของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอม
ที่จำเพาะเช่นผู้เป็นโรคภูมิแพ้ที่มีปฏิกิริยาภูมิไวต่อฝุ่น ไรฝุ่น เชื้อราในอากาศ อาหาร ขนสัตว์และเกสรดอกไม้

 เราเรียกสารต่าง ๆที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิไวเกินกว่าปกตินี้ว่าสารก่อภูมิแพ้

"หัวใจสำคัญของการรักษาโรคภูมิแพ้คือ การเลี่ยงสารที่ผู้ป่วยแพ้"

 
โรคภูมิแพ้ คืออะไร และมีโอกาสหายได้หรือไม่
 
               โรคภูมิแพ้เกิดจาก
 
 การที่ร่างกายรับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปแล้วเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ขึ้นที่อวัยวะต่างๆทำให้มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น
ที่อวัยวะนั้นๆ เช่นที่จมูกเกิดอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก จาม หายใจไม่ออก ถ้าเป็นที่ปอดจะเกิดอาการไอ
แน่นหน้าอก หอบ ถ้าเป็นที่ผิวหนังจะเกิดอาการผื่นคันเรื้อรัง ผู้ป่วยบางคนมีอาการผิดปกติพร้อมกัน
ที่หลายอวัยวะ
 
                 สารก่อภูมิแพ้
 
 เป็นสารที่อยู่รอบตัวเรา การเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้เป็นเพราะร่างกายเข้าใจผิด
ว่าสารก่อภูมิแพ้นั้นเป็นอันตราย จึงสร้างภูมิคุ้มกันเข้ามาต่อสู้ เมื่อร่างกาย
ได้รับสารก่อภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันจะพยายามกำจัดสารก่อภูมิคุ้มกันเหล่านั้น
ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณที่สารก่อภูมิแพ้ติดอยู่
เช่น เยื่อบุจมูกอักเสบเนื่องจากมีสารก่อภูมิแพ้ที่สูดเข้าไปติดอยยู่บนเยื่อบุ
ทำให้มีน้ำมูกไหล คัดจมูก หรือจาม เป็นต้น
 
            ดังนั้นหัวใจสำคัญของการรักษาโรคภูมิแพ้คือ การเลี่ยงสารที่ผู้ป่วยแพ้ 
 การใช้ยาโรคภูมิแพ้ทำให้อาการต่างๆลดลงในขณะใช้ยา แต่ถ้าผู้ป่วยยังได้รับสารก่อภูมิแพ้อยู่
 อาการผิดปกติจะเกิดขึ้นอีกเมื่อหยุดยาเพราะฉะนั้นการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
ทำให้ผู้ป่วยมีสุข ภาพที่ดีขึ้น และสามารถหยุดการใช้ยาต่างๆได้ในที่สุด
 

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ กับฝุ่นที่ทำงานและห้องนอน

         โรคภูมิแพ้ เป็นโรคหนึ่งที่พบบ่อย ในที่นี้หมายถึงภูมิแพ้จากฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศเรามองไม่เห็น ทำให้เกิดอาการแพ้ คันจมูก น้ำมูกไหล เป็นไม่มากแต่เรื้อรังก่อความรำคาญให้ไม่สะดวกในการทำงาน สาเหตุป่วยเป็น โรคภูมิแพ้ ก็รู้ๆ อยู่แต่ไม่สามารถแก้ไขให้หายขาดได้ เพราะฝุ่นมีอยู่ทั่วไป ทำให้เป็นโรคเรื้อรังประจำตัวกันมาก

          โรคภูมิแพ้ เรื่องแพ้ฝุ่นละอองบางคนโชคดีไม่แพ้ ผู้ที่แพ้จะมีอาการมากน้อยต่างกัน ตั้งแต่คันจมูก คันตา น้ำมูกใส จามบ่อย แน่นจมูก เจ็บคอ ไปจนถึงอาการมากแน่นหอบหายใจไม่ค่อยออกแบบหอบหืด จะเห็นมาโรงพยาบาลกันบ่อยตอนเช้ามืด มาสูดดมออกซิเจน กันสักพัก พอค่อยดีขึ้นจึงค่อยกลับไป

           สาร ทำให้เป็น โรคภูมิแพ้ ที่พบบ่อยมี ฝุ่น นุ่น ละอองเกสรพืช ไรฝุ่น ขนสัตว์จากสุนัขและแมวไปจนถึงเชื้อราในอากาศ รวมทั้งอุณหภูมิของอากาศเป็นตัวช่วย บางครั้งอากาศหนาวเย็นจะมีอาการแพ้ง่ายขึ้น ภาวะมลพิษ บางคนอยู่ในบ้านหรือในตัวเมืองแพ้ พอออกไปอยู่ริมทะเลได้สัมผัสอากาศที่เย็นสบาย หรืออยู่บนที่สูงภาวะมลพิษน้อย อาการอาจทุเลาลงหรือหายไป รู้สึก สดชื่นสบายขึ้น หรือบางท่านว่าอาจเกิดจากพันธุกรรมได้ถึง 75%

           โรคภูมิแพ้ ระบบทางเดินหายใจได้แก่ หืด จมูกอักเสบ คาดว่ามีถึง 18 ล้านคน แพ้จากไรฝุ่นราว 30% ในฝุ่น จะมีตัวไรฝุ่นแฝงอยู่ เรามองไม่เห็น ชอบอากาศชื้น ในบ้านเรือนจะเกาะอยู่ทั่วไปและ บนโต๊ะทำงาน บนหนังสือที่วางอยู่ข้างหน้าเรา 

           นอก จากนี้ยังอยู่ทั่วไปในบ้าน ห้องนอน ได้แก่ ที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าห่ม พรมปูพื้น ผ้าม่าน ตุ๊กตา และเครื่องเฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งวัตถุสะสมต่าง ๆ ชอบอุณหภูมิราว 25 องศา ความชื้น 70-80 หน่วย ออกไข่มาก ขยายพันธุ์รวดเร็ว ทั้งตัวและมูลมีโปรตีนก่อภูมิแพ้สูง เรียงลำดับแพ้จากมากไปน้อย คือมูล ตัวแก่ ตัวอ่อน และไข่

           การหลีกเลี่ยงไรฝุ่น จะทำให้อาการแพ้ลดลง โดยปกติถ้ามีไรฝุ่นมากกว่า 2 ไมโครกรัมต่อฝุ่น 1 กรัม จะทำให้เกิดการแพ้ ถ้ามากถึง 10 ไมโครกรัม จะทำให้จับหอบหืดเฉียบพลันได้ การป้องกัน ทั้งๆ ที่รู้แต่การป้องกันยาก จะไปทางไหนก็มีแต่ฝุ่นทั้งนั้น ดีที่สุด ก็คือ การทำความสะอาด เอาวัตถุที่ไม่จำเป็นออกจากห้องทำงานและห้องนอนให้มากที่สุด ปัดกวาด เอาผ้าคลุมไว้ ซักผ้าคลุม ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน มุ้ง บ่อยหน่อย หรือไม่ก็เอาไปตากแดด คงพอช่วยผ่อนคลายได้

           นอกจากนี้ ดอกไม้ วัชพืช ล้วนมีละออง ขนของสัตว์เลี้ยง ได้แก่ สุนัข แมว ก็เช่นกัน อาจทำให้แพ้ได้

           โรคภูมิแพ้ เป็นเรื่องที่ต้องหาสาเหตุว่ามาจากอะไร ภูมิแพ้จากทางเดินหายใจถ้ารู้ว่ามาจากฝุ่นละออง ที่ทำงานและที่นอนเป็นที่ที่เราสัมผัสมากที่สุดในชีวิตประจำวันหากได้มีการ ปรับปรุงแก้ไขคงจะช่วยให้ทุเลาลงได้

 

อันตรายที่มากับ โรคภูมิแพ้จมูก หรือ โรคภูมิแพ้อากาศ

จามบ่อย ๆ ติดต่อกัน อีกทั้งมีอาการคัดจมูกร่วมด้วย ระวังโรคภูมิแพ้จมูกถามหา โดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาวมักจะมีอาการกำเริบมากขึ้น

           โรคภูมิแพ้จมูก (Allergic Rhinitis) หรือที่เรียกว่า "แพ้อากาศ" เป็นโรคที่พบบ่อยในประเทศไทย โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่น มากกว่า 80% ของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ มีอาการก่อนอายุ 20 ปี แต่ก็สามารถพบได้ในคนทุกวัย โรคภูมิแพ้จมูกนี้มีอาการเรื้อรัง สร้างความรำคาญให้แก่ผู้ป่วย และอาจเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ เป็นต้น

           ภูมิแพ้จมูกเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งการทำงานต้องผ่านกระบวนการระบบการทำงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะการทำงาน ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจและการทำงานต้องผ่านขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง กับทางเดินอาหารซึ่งเมื่อเปรียบเทียบดูแล้ว
          
           ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จมูก จะมีปฏิกิริยาตอบสนองไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ เมื่อมีสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย สารอิมมูโนโกลบูลินอี (Immunoglobulin E: IgE) ที่ถูกสร้างขึ้นจะเข้าทำปฏิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้ที่หายใจเข้าไป เป็นผลให้เซลล์บางชนิดภายในจมูก มีการแตกตัวและหลั่งสารเคมีออกมาทำให้เกิดการอักเสบ และมีอาการต่าง ๆ ของโรคตามมา

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้จมูก

           กรรมพันธุ์ ถ้าพบว่าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้สูงถึง 50% และถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็นเพิ่มขึ้นถึง 70% และมักจะมีอาการเร็วสิ่งแวดล้อม สารก่อภูมิแพ้มักจะเป็นสารที่เด็กได้รับเข้าไป ซึ่งอาจเป็นจากการหายใจ สัมผัส รับประทาน หรือฉีดเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งแบ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน เช่น ฝุ่น, ไรฝุ่น, แมลงสาบ, รังแคหรือขนของแมวและสุนัข, เชื้อราในอากาศ, ควันบุหรี่ สารก่อภูมิแพ้นอกบ้าน เช่น ละอองหญ้า, เกสรดอกไม้, ฝุ่นละออง, ควันจากรถยนต์, ควันไฟจากการหุงต้มอาหาร, ก๊าซพิษปัจจัยอื่นๆ เช่น ทารกที่ได้รับนมมารดาเพียงอย่างเดียวเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน พบว่ามีโอกาสเกิดภูมิแพ้น้อยลง, ทารกที่ได้รับอาหารเสริมตั้งแต่อายุ 4 เดือนมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้มากกว่าทารกที่ไม่ได้รับอาหารเสริมถึง 3 เท่า

อาการของโรค

           ผู้ ป่วยจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จามบ่อย คันในจมูก และมีเสมหะไหลลงคอ โดยอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นตลอดปี หรือเพียงบางฤดูกาลก็ได้ โดยเฉพาะฤดูฝนหรือฤดูหนาว บางรายอาจมีอาการทางตาร่วมด้วย เช่น คันตา เคืองตา ตาบวม น้ำตาไหล อันเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุภายในตา ที่เรียกว่า Allergic conjunctivitis ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการเฉพาะบางเวลา เช่น ตอนเช้าหรือกลางคืน ประมาณวันละ1-2 ชั่วโมง

อาการของโรคนี้ต่างจากอาการหวัดอย่างไร

           อาการ ของโรคภูมิแพ้จมูกมักมีอาการเรื้อรังเป็นๆ หาย ๆ อาการเด่น คือ มีน้ำมูกใส จาม และคัดจมูก คันจมูก บางครั้งอาจมีอาการคันตาร่วมด้วย โดยมักไม่มีไข้ อาจมีอาการไอเรื้อรังด้วย เนื่องจากมีเสมหะไหลลงคอทำให้ระคายคอ แต่หากมีอาการไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกายร่วมด้วยน่าจะเป็นหวัดมากกว่า นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จมูก มักมีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคในกลุ่มโรคภูมิแพ้ด้วย เช่น โรคภูมิแพ้จมูก โรคหอบหืด แพ้อาหาร ลมพิษเรื้อรัง ผื่นแพ้ 

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคภูมิแพ้จมูก

 โรคไซนัสอักเสบ

           ไซนัส คือ โพรงอากาศที่อยู่ในกระดูกบริเวณใกล้จมูกมีส่วนท่อต่อกับจมูก ทำให้อากาศผ่านเข้าออกได้ เมื่อเยื่อบุภายในจมูกบวมอักเสบ จะทำให้ท่อต่อนี้อุดตัน เกิดการติดเชื้อในโพรงไซนัส เกิดเป็นโรคไซนัสอักเสบ โดยมีอาการปวดบริเวณไซนัส ปวดศีรษะ น้ำมูกเขียว บางครั้งมีเสมหะไหลลงคอ หูชั้นกลางอักเสบ ผู้ป่วยมีอาการปวดหู หูอื้อ ถ้าเป็นเรื้อรังอาจมีหนองไหลออกจากหูเนื่องจากมีเยื่อแก้วหูทะลุ

           นอนกรน ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จมูกจะมีเยื่อบุจมูกบวม บางครั้งอาจมีต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โตร่วมด้วย มีผลทำให้ช่องทางเดินหายใจถูกอุดกั้น และมีอาการกรนเกิดขึ้น ถ้าอาการรุนแรงอาจมีการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ขณะนอน ออกซิเจนต่ำ และมีผลต่อสมอง ทำให้เด็กสมาธิสั้น ส่งผลต่อพฤติกรรมและการเรียนรู้ได้ 

การรักษาและการป้องกัน

           ใน ครอบครัวที่ทารกมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ ควรส่งเสริมให้มีการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาเพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ได้แก่ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนาน 30 นาที ความถี่ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ เพื่อก่อให้เกิดการปฏิชีวนะการทำงานของหน่วยงานราชการและการทำงานที่มาพร้อม กับการส่งเสริมการทำงานที่มีประสิทธิภาพและกรทำงานที่ก่อให้เกิดการสร้าง สรรค์ที่พร้อมจะทำให้เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย  

การดูแลสิ่งแวดล้อม

           ห้อง นอนควรใช้เครื่องนอนที่เหมาะสม ไม่ควรใช้หมอนหรือที่นอนที่ทำจากนุ่น และควรหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำ งดใช้พรม ไม่สะสมหนังสือ ของเล่นหรือตุ๊กตาที่มีขนในห้องนอน ทำความสะอาดที่นอน หมอน ผ้าห่มเป็นประจำ โดยใช้การซักด้วยน้ำร้อน 60 องศา นาน 15-20 นาที เพื่อฆ่าตัวไรฝุ่น และตากแดดให้แห้ง ควรทำความสะอาด ดูดฝุ่น เช็ดถูพื้นเรือน ผ้าม่าน และทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ งดการสูบบุหรี่ในบ้าน ไม่ควรใช้แป้งฝุ่น สเปรย์ปรับอากาศ และยาจุดกันยุง อาจเลือกใช้ผ้าใยสังเคราะห์พิเศษเพื่อคลุมที่นอนและหมอน เพื่อป้องกันไรฝุ่น หรือใช้เครื่องกรองอากาศชนิดที่เป็น HEPA Filter ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขนในบ้าน เช่น แมว สุนัข

           การ กำจัดขยะและเศษอาหารต่าง ๆ ควรมีฝาปิดมิดชิดเพื่อป้องกันแมลงสาบ หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง เช่น ท่อไอเสียรถยนต์ การล้างจมูก ในกรณีมีน้ำมูกปริมาณมากหรือเป็นไซนัสอักเสบ กรณีที่พยายามหลีกเลี่ยง และพยายามออกกำลังกายแล้วอาการยังมีอยู่แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางและรับการ รักษาดังนี้

           ยา ต้านฮีสตามีนหรือยาแก้แพ้แบบรับประทาน ยาลดจมูกบวม แก้คัดจมูก การให้ยาพ่นจมูกเป็นประจำเพื่อป้องกันการเกิดภูมิแพ้ การให้การรักษาโดยวิธี Desensitization (การให้วัคซีนภูมิแพ้) เป็นการรักษาโรคภูมิแพ้ที่ต้นเหตุ และพบว่ามีอัตราการหายขาด 60–80 % ในรายที่มีโรคแทรกซ้อนของภูมิแพ้ เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ให้รีบรับการรักษาที่ถูกต้องโดยแพทย์เฉพาะทาง โดยการให้ยาปฏิชีวนะ
 

                 สารก่อภูมิแพ้
 
 เป็นสารที่อยู่รอบตัวเรา การเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้เป็นเพราะร่างกายเข้าใจผิด ว่าสารก่อภูมิแพ้นั้นเป็นอันตราย จึงสร้างภูมิคุ้มกันเข้ามาต่อสู้ เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันจะพยายามกำจัดสารก่อภูมิคุ้มกันเหล่านั้น ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณที่สารก่อภูมิแพ้ติดอยู่ เช่น เยื่อบุจมูกอักเสบเนื่องจากมีสารก่อภูมิแพ้ที่สูดเข้าไปติดอยยู่บนเยื่อบุ ทำให้มีน้ำมูกไหล คัดจมูก หรือจาม เป็นต้น
            ดังนั้นหัวใจสำคัญของการรักษาโรคภูมิแพ้คือ การเลี่ยงสารที่ผู้ป่วยแพ้  การใช้ยาโรคภูมิแพ้ทำให้อาการต่างๆลดลงในขณะใช้ยา แต่ถ้าผู้ป่วยยังได้รับสารก่อภูมิแพ้อยู่ อาการผิดปกติจะเกิดขึ้นอีกเมื่อหยุดยาเพราะฉะนั้นการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ทำให้ผู้ป่วยมีสุข ภาพที่ดีขึ้น และสามารถหยุดการใช้ยาต่างๆได้ในที่สุด
 
ผู้ป่วยจะสามารถทราบได้อย่างไรว่าตนเองแพ้อะไร
 
เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้ปะปนอยู่ในบ้าน การทดสอบทางผิวหนัง (skin test )เป็นการทดสอบที่แม่นยำกว่าการซักประวัติ โดยการนำน้ำยาที่สกัดจากสารก่อภูมแพ้ที่พบบ่อย เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ มาหยดลงบนผิว แล้วใช้เข็มเล็กๆ สะกิดผิวหนังบริเวณนั้นเบาๆ ( ไม่ให้มีเลือดออก ) เพื่อให้น้ำยาซึมผ่านผิวหนัง ถ้าเกิดตุ่มแดง คัน เหมือนมดกัด ภายใน 15 นาที ที่ตำแหน่งหยดน้ำยาทดสอบชนิดใด จะถือว่าผู้ป่วยแพ้สารชนิดนั้น                                                      
         การจัดสิ่งแวดล้อมในบ้านให้เหมาะสมแก่ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้
 
1.      การหลีกเลี่ยงไรฝุ่น
 
                  ใช้ผ้าคลุมที่นอน เก้าอี้ หรือโซฟ   ไม่ควรปูพรม
                  ซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม ในน้ำร้อน 60 องศา สัปดาห์ละครั้ง 
                   ของเล่น ของใช้ควรหลีกเลี่ยงชนิดที่มีขนหรือยัดนุ่น
                   ใช้ผ้าเปียกเช็ดทำความสะอาดพื้นและเฟอร์นิเจอร์
 
2.   การหลีกเลี่ยงเชื้อรา โดยการ
 
                  ทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องครัว เปิดหน้าต่างให้แสงสว่างถ่ายเท      
                   ไม่ความเก็บสิ่งของเปียกชื้นไว้ในบ้าน
                   กำจัดใบไม้ร่วงและตัดกิ่งเล็มใบต้นไม้เพื่อให้แสงสว่างส่องถึงตัวบ้าน
                   ล้างเครื่องปรับอากาศทุก 6 เดือน
 
3.    การหลีกเลี่ยงแมลงสาบ
 
แมลงสาบเป็นสาเหตุอันดับสอง รองจากไรฝุ่น เลี่ยงโดยการไม่ทิ้งเศษขยะไว้ในบ้าน
 
4.    การหลีกเลี่ยงการสูดควันบุหรี่
 
ควันบุหรี่ ไม่ได้ทำให้เกิดการแพ้โดยตรง แต่ทำให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มีอาการกำเริบมากกว่าเดิม เนื่องจากเกิดอาการระคายเคืองหลอดลม
 
 
 โรคภูมิแพ้จะสามารถแบ่งตามอวัยวะที่เกิดโรคได้เป็น 4 โรค คือ
          -โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือเรียกว่า โรคแพ้อากาศซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นบริเวณโพรงจมูก
          -โรคตาอักเสบจากภูมิแพ้ซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดบริเวณดวงตา
          -โรคหอบหืดซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นบริเวณหลอดลม
          -โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนัง
       โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมซึ่งพบว่ามีโอกาสถ่ายทอดไปยังลูกได้ประมาณ 25-66%
โดยปกติแล้วโรคภูมิแพ้จะไม่แสดงอาการหากไม่ได้สัมผัสกับสารก่อภูมแพ้
       ดังนั้นหากผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ไม่ได้สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานานเพียงพอ
ก็จะไม่ทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ นอกจากนี้โรคภูมิแพ้อาจจะหายเองได้
       ถ้าหากร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
 โรคภูมิแพ้มีโอกาสหายได้หรือไม่
               โรคภูมิแพ้เกิดจาก การที่ร่างกายรับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปแล้วเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ขึ้นที่
อวัยวะต่างๆทำให้มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้นๆเช่นที่จมูกเกิดอาการน้ำมูกไหลคัดจมูก
จาม หายใจไม่ออก ถ้าเป็นที่ปอดจะเกิดอาการไอ แน่นหน้าอกหอบถ้าเป็นที่ผิวหนังจะเกิดอาการ
คันเรื้อรัง ผู้ป่วยบางคนมีอาการผิดปกติพร้อมกันที่หลายอวัยวะ      สารก่อภูมิแพ้เป็นสาร
ที่อยู่รอบตัวเรา การเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้เป็นเพราะร่างกายเข้าใจผิดว่าสารก่อภูมิแพ้นั้นเป็นอันตราย
จึงสร้างภูมิคุ้มกันเข้ามาต่อสู้เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิคุ้มกันภูมิคุ้มกันจะพยายามกำจัดสาร
ก่อภูมิคุ้มกันเหล่านั้นทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณที่สารก่อภูมิแพ้ติดอยู่ เช่น
 เยื่อบุจมูกอักเสบเนื่องจากมีสารก่อภูมิแพ้ที่สูดเข้าไปติดอยยู่บนเยื่อบุทำให้มีน้ำมูกไหล
คัดจมูก หรือจาม เป็นต้น
 
            ดังนั้นหัวใจสำคัญของการรักษาโรคภูมิแพ้คือ การเลี่ยงสารที่ผู้ป่วยแพ้ การใช้ยาโรค
ภูมิแพ้ทำให้อาการต่างๆลดลงในขณะใช้ยาแต่ถ้าผู้ป่วยยังได้รับสารก่อภูมิแพ้อยู่
 อาการผิดปกติจะเกิดขึ้นอีกเมื่อหยุดยาเพราะฉะนั้นการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้จึงเป็น
สิ่งสำคัญมากทำให้ผู้ป่วยมีสุข ภาพที่ดีขึ้นและสามารถหยุดการใช้
ยาต่างๆได้ในที่สุด
 
 
                        ผู้ป่วยจะสามารถทราบได้อย่างไรว่าตนเองแพ้อะไร
 
เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้ปะปนอยู่ในบ้านการทดสอบทางผิวหนัง (skin test )เป็นการ
ทดสอบที่แม่นยำกว่า
การซักประวัติโดยการนำน้ำยาที่สกัดจาก
สารก่อภูมแพ้ที่พบบ่อย เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้มาหยดลงบนผิว แล้วใช้เข็มเล็กๆ
สะกิดผิวหนังบริเวณนั้นเบาๆ ( ไม่ให้มีเลือดออก )
 เพื่อให้น้ำยาซึมผ่านผิวหนัง ถ้าเกิดตุ่มแดง คัน เหมือนมดกัด ภายใน 15 นาที
ที่ตำแหน่งหยดน้ำยาทดสอบชนิดใดจะถือว่าผู้ป่ยแพ้สารชนิดนั้น   

 


 

ผลิตภัณฑ์ ที่แนะนำ คือผลิตภัณฑ์ 4life ทรานสเฟอร์แฟกเตอร์ แอดวานซ์(Advance) มีส่วนประกอบ

ทรานสเฟอร์แฟกเตอร์บริสุทธิ์ 100% ที่สกัดมาจากโมเลกุลเล็กๆของน้ำนมเหลืองของวัวและไข่แดงไก่

 
 

ผลิตภัณฑ์ 4ไล้ฟ์ ทรานสเฟอร์แฟกเตอร์ ไตร-แฟกเตอร์ ฟอร์มูล่ 


ติดต่อสอบถาม081-3541158 ภูวเนตุ,084-0004286 จินตนา ทุกวันเวลา 6.00น.-24.00น. หรือ Email : 4lifethaitf@gmail.com

 

 
 

 

 

(เวปนี้ได้จดทะเบียนพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว)